บริโภคในปริมาณน้อยๆมันก็เป็นยา แต่ถ้าบริโภคปริมาณมากก็เป็นพิษล่ะครับ ที่สำคัญเพราะกวาวเครือมีฤทธิ์เป็นฮอร์โมนเอสโตรเจน (Phyto-estrogen= ฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ได้จากพืช) เป็นฮอร์โมนของเพศหญิงแบบเดียวกับที่มีอยู่ในยาคุมกำเนิด
ถ้าผู้ชายวัยหนุ่มบริโภคมันก็จะไปเพิ่มปริมาณฮอร์โมนที่เป็นหญิงในผู้ชาย
ถ้าผู้หญิงวัยสาวบริโภคมันก็จะไปเพิ่มปริมาณฮอร์โมนเพศหญิงให้สูงขึ้นไปอีก ในช่วงแรกอาจทำให้หน้าเด้ง หน้าอกเต่งตึงขึ้น แต่จะมีผลกระทบกับการมาของประจำเดือน และ ระบบสืบพันธุ์เพศหญิง
ดังนั้นผู้ที่จะบริโภคควรอยู่ในวัยที่ใกล้เข้าสู่วัยทองจึงจะเป็นผลดีเนื่องจากฮอร์โมนในร่างกายเริ่มลดต่ำลง เมื่อบริโภคก็ควรบริโภคแต่น้อย ตำรายาของหลวงอนุสารสุนทร พิมพ์เป็นฉบับภาษาไทยเมื่อปี พ.ศ. 2474 กล่าวถึงการบริโภคกวาวเครือไว้ว่าต้องผสมผงกวาวเครือกับตรีผลาเพื่อลดความแรงของตัวยาจากกวาวเครือ ตรีผลา ได้แก่ สมอไท สมอพิเภก และมะขามป้อม ปั้นเข้ากับน้ำผึ้ง และได้แบ่งขนาดบริโภคของกวาวเครือเป็น 3 ชนิด ได้แก่ กวาวเครือขาว กวาวเครือแดง และ กวาวเครือดำ ไว้ว่า
กวาวเครือขาว ขนาดบริโภค ปั้นให้เป็นลูกกลมๆขนาดเท่าเม็ดพริกไทยแห้ง (น้ำหนักประมาณ 50 มิลลิกรัม) ต่อ 1 วัน
กวาวเครือแดง ขนาดบริโภค ปั้นให้เป็นลูกกลมๆขนาดเท่าเม็ดพริกไทยแห้ง บริโภค 2 ใน 3 (น้ำหนักประมาณ 30 มิลลิกรัม) ต่อ 1 วัน
กวาวเครือดำ ขนาดบริโภค ปั้นให้เป็นลูกกลมๆขนาดเท่าเม็ดพริกไทยแห้ง บริโภค 1 ใน 3 (น้ำหนักประมาณ 15 มิลลิกรัม) ต่อ 1 วัน
แต่กลับพบว่าหลายๆบริษัทต้องการให้ผู้บริโภคเห็นผลเร็ว จึงใช้กวาวเครือในปริมาณสูง ทำให้เกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงกับผู้บริโภค ทำให้กวาวเครือต้องกลายเป็น จำเลย ในสังคมไปอย่างไม่รู้ตัว แต่ฤทธิ์ของกวาวเครือไม่ถาวรเมื่อหยุดสักระยะหนึ่ง ก็จะหมดออกไปเองจากร่างกาย (ขึ้นกับแต่ละบุคคล) |